สายพันธุ์ ปลาสวยงาม น้ําจืด

สายพันธุ์ ปลาสวยงาม น้ําจืด

สายพันธุ์ ปลาสวยงาม น้ําจืด ปลาสวยงามน้ำจืด ปลาสวยงามน้ำจืดที่รวบรวมจากแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วโลกมีมากกว่า ๑,๐๐๐ ชนิด ส่วนใหญ่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อน และเขตศูนย์สูตร เช่น ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ เป็นแหล่งที่อยู่ที่สำคัญของปลาสวยงามหลายชนิด

โดยเฉพาะปลาในกลุ่มตะเพียน หรือคาร์ป และพวกปลาไม่มีเกล็ด รวมถึงปลาตะพัด หรือปลามังกร ก็มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภูมิภาคนี้ ทวีปอเมริกาใต้เป็นถิ่นอาศัยของพวกปลาคาร์อะซิน ซึ่งเป็นปลาสวยงามที่รู้จักกันทั่วโลก เช่น ปลาในกลุ่มเตตราชนิดต่างๆ ทวีปแอฟริกามีทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่หลายแห่ง และเป็นถิ่นอาศัยของพวกปลาซิคลิด หรือปลาหมอสีมากมายหลายชนิด ปลาสวยงามน้ำจืดในประเทศไทยมีรวม ๒๔๓ ชนิด โดยเป็นปลาท้องถิ่นของไทย ๑๐๔ ชนิด และปลาจากต่างประเทศ ๑๓๙ ชนิด ส่วนปลาสวยงามที่ส่งเป็นสินค้าออกของประเทศไทยมี ๑๑๒ ชนิด ซึ่งรวมทั้งปลาพื้นเมือง และปลาสวยงามจากต่างประเทศที่นำเข้ามา เพาะเลี้ยง โดยอาจแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆคือ ปลาสวยงามน้ำจืดที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อน และปลาสวยงามน้ำจืดที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตหนาว

ก. ปลาสวยงามน้ำจืดที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อน

๑. กลุ่มปลาตะเพียนและปลาซิว (Cyprinids)

ปลาในกลุ่มนี้เป็นปลาที่ไม่ดุร้าย ว่ายน้ำเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา มีสีสดสวย เกล็ดเป็นประกายแวววาว เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเป็นฝูง ทำให้ดูสวยงาม สามารถเลี้ยงรวมกันหลายชนิดได้ในกลุ่มเดียวกัน มีลักษณะที่ เป็นเอกลักษณ์คือ มีฟันที่ช่องคอ ๑ – ๓ แถว ริมฝีปากบางและเรียบ หัวไม่มีเกล็ด ปลาในกลุ่มนี้เป็นปลาน้ำจืด ที่มีถิ่นกำเนิดแพร่กระจายในส่วนต่างๆ ของโลก ทั้งในทวีปยุโรป เอเชีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือ แต่จะไม่พบในทวีปอเมริกาใต้ และทวีปออสเตรเลีย ในประเทศไทยพบมากกว่า ๒๕๐ ชนิด เป็นปลาสวยงามที่นิยมเลี้ยง ได้แก่ เสือสุมาตรา แก้มช้ำ ร่องไม้ตับ ตะเพียนทอง ยี่สก กาดำ กาแดง ตะพาก กระแหทองหรือ ลำปำ บ้าหรือพลวง ทรงเครื่อง กระสูบจุด กระสูบขีด ซิวข้างขวาน และหางไหม้ ส่วนที่เป็นปลาสวยงาม และนำเข้าจากต่างประเทศมาเลี้ยงในประเทศไทยก็มีหลายชนิด ได้แก่ หางไหม้อินโดนีเซีย ซึ่งมีลักษณะเหมือนหาง ไหม้ไทย เชอร์รีบาร์บจากประเทศศรีลังกา ม้าลายจากประเทศอินเดีย โรซีบาร์บจาก ประเทศอินเดียและพม่า และไวต์เคลาด์จากมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน

๒. กลุ่มปลาคาร์อะซิน (Characins)

คาร์อะซินเป็นกลุ่มปลาที่พบมากในอเมริกากลาง และทวีปอเมริกาใต้ และพบบ้างในทวีปแอฟริกา ส่วนมากจะอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำแอมะซอน ซึ่งเป็นแหล่งธรรมชาติของปลาคาร์อะซินในกลุ่มเตตราเป็นส่วนใหญ่ ส่วนปลาชนิดอื่นๆ ในกลุ่มคาร์อะซิน ได้แก่ ปิรันยา ซิลเวอร์ดอลลาร์ เฮดสแตนเดอร์ เพนซิลฟิช และแอฟริกันเตตรา ลักษณะทั่วไปของปลาทุกชนิดในกลุ่มนี้คือ มีฟัน บางชนิดมีฟันขนาดใหญ่ เช่น ปิรันยา คาร์อะซินมีฟันที่ขากรรไกร และมีครีบไขมัน ปลาในกลุ่มคาร์อะซินหลายชนิดเป็นปลาที่นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม เนื่องจากมีสีสวย มีขนาดเล็ก ไม่ดุร้าย สามารถเลี้ยงรวมกับปลาอื่นได้ โดยปกติคาร์อะซินเป็นปลาฝูง การจัดตู้ปลาที่ดีจึงควรจัดปลาเป็นฝูงชนิดเดียว โดยจัดตู้ให้มีพรรณไม้น้ำอยู่ด้านหลัง และมีพื้นที่ว่ายให้มากบริเวณตรงกลาง ตามธรรมชาติของปลาคาร์อะซินเป็นปลากินเนื้อ อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงในตู้สามารถให้อาหารสำเร็จรูปได้ แต่ก็ควรให้อาหารที่มีชีวิตบ้าง ปลาในกลุ่มนี้มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมได้เป็นอย่างดี มีพฤติกรรมและนิสัยที่แตกต่างกัน บางพวกมีนิสัยขี้อายและตกใจง่าย บางพวกมีนิสัยกินอาหารอย่างตะกละตะกราม บางพวกเป็นนักล่า บางพวกกินเฉพาะพืช บางพวกกินอาหารที่เป็นโปรตีนจากสัตว์ บางพวก สามารถโผล่ขึ้นไปเหนือผิวน้ำ เพื่อไล่จับแมลงกินเป็นอาหาร บางชนิดวางไข่เป็นประเภท ลอยน้ำครึ่งจมครึ่งลอย หลายชนิดวางไข่ติดกับพรรณไม้ ก้อนหิน หรือตอไม้ ปลาเพศผู้ที่โตเต็มวัยจะมีคาร์อะซินฮุก (characin hook) ที่บนครีบก้น ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของปลาชนิดนี้ เกิดจากบางส่วนของกระดูกเปลี่ยนรูป เป็นหนามที่มีปลายงอเป็นรูปขอ และบริเวณสันโคนหางด้านล่างมีหนามเล็กเป็นจำนวนมาก แต่ปลาบางสกุลอาจไม่มีลักษณะพิเศษดังกล่าว

๓. กลุ่มปลาหมอสี (Cichlids)

ปลาหมอสีหรือซิคลิด เป็นกลุ่มปลาที่มี ก้านครีบเป็นหนาม ส่วนมากมีลำตัวค่อนข้างกว้าง มีหัวและตาใหญ่ มีริมฝีปากชัดเจน ตัวผู้มีสีสวยกว่าตัวเมีย มีรูปร่างหลายแบบ ตั้งแต่เพรียวยาวจนถึงกลมแบบจาน โดยธรรมชาติปลากลุ่มนี้พบมากในอเมริกากลาง และทวีปอเมริกาใต้ นอกจากนี้ยังพบในรัฐเทกซัสของประเทศสหรัฐอเมริกา ในทะเลสาบสำคัญๆของทวีปแอฟริกา และเกาะมาดากัสการ์ รวมทั้งประเทศซีเรีย ทางภาคตะวันตกของทวีปเอเชีย ปลาในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นปลากินเนื้อ ยกเว้นปลาหมอแคระ ปลาเทวดา และปลาปอมปาดัวร์ เป็นปลาที่มีสีสันสวยงาม หลายชนิดเป็นปลาที่สร้างอาณาเขต และหวงอาณาเขต ส่วนมากชอบขุดดิน ปลาสวยงามที่อยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ ปลาหมอสี ปลาปอมปาดัวร์ ปลาออสการ์ และปลาเทวดา

๔. กลุ่มปลาที่มีอวัยวะช่วยหายใจ (Labyrinth fishes)

ปลาในกลุ่มนี้มีอวัยวะช่วยหายใจ เรียกว่า แลบไบรินท์ (Labyrinth) ทำให้สามารถใช้ออกซิเจนจากอากาศได้โดยตรง และสามารถอยู่ได้ในแหล่งน้ำ ที่มีออกซิเจนต่ำ ปลาจะขึ้นมาฮุบอากาศที่ผิวน้ำเป็นระยะๆ ปลาไทยในกลุ่มนี้ ที่เป็นปลาสวยงาม คือ ปลากัด ปลากริมข้างลาย ปลากระดี่นาง ปลากระดี่หม้อ และปลาแรด ปลาสวยงามส่วนปลาต่างประเทศที่นิยมเลี้ยง คือ ปลากระดี่แคระ จากประเทศอินเดีย ปลากระดี่ไฟ จากลุ่มแม่น้ำพรหมบุตร ในรัฐอัสสัมประเทศอินเดีย และในประเทศบังกลาเทศ ปลาพาราไดซ์ จากประเทศไต้หวัน เกาหลี และตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน

๕. กลุ่มปลาคิลลีฟิช (Killifishes)

คิลลีฟิชเป็นปลาที่มีลักษณะคล้ายกลุ่มปลาตะเพียน แต่มีฟัน ออกลูกเป็นไข่ เป็นปลาขนาดเล็ก มีสีสันสวยงาม พบในเกือบทุกทวีป แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตร้อน ในทวีปเอเชีย ทวีปแอฟริกา และทวีปอเมริกาใต้ ปกติครีบหลังและครีบก้นจะมีขนาดใหญ่ ปากกว้างยื่นไปด้านหน้า ขนาดโดยปกติ ไม่เกิน ๓ นิ้ว เป็นปลาที่กระโดดเก่ง ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบึงและลำธาร ที่มีพรรณไม้น้ำหนาแน่น และมีต้นไม้คอยบังแสงไม่ให้ส่องลงมามาก เนื่องจากปลาพวกนี้ไม่ชอบแสงแดดจัด แต่ชอบพื้นที่ซึ่งมีฝนตกชุก และน้ำมีความเป็นกรดสูงจากการเน่าสลายของซากพืช ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้จะมีลูกน้ำ ซึ่งปลาเหล่านี้สามารถกินเป็นอาหารได้ ถ้าเลี้ยงในตู้ ควรให้อาหารที่มีชีวิตในปริมาณมาก ปลากลุ่มนี้จะวางไข่เป็นชุดๆ ติดกับพรรณไม้น้ำ บางชนิดที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำ ซึ่งน้ำจะแห้งในหน้าแล้ง ก็มีวิวัฒนาการ เพื่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ โดยฝังไข่ไว้ใต้พื้นดิน เมื่อแหล่งน้ำแห้ง และปลาพ่อแม่พันธุ์ตายหมด ไข่ก็จะยังคงมีชีวิตอยู่ใต้พื้นดินเป็นเวลาหลายเดือนจนถึงฤดูฝน หลังจากฝนตกแล้วไม่กี่ชั่วโมง ลูกปลาก็จะฟักออกเป็นตัว ไข่บางฟองจะไม่ฟักออกเป็นตัว หลังจากรับน้ำครั้งแรก แต่จะฟักออกเป็นตัวเมื่อถูกน้ำ และเปียกเป็นครั้งที่ ๒ ซึ่งเป็นวิวัฒนาการในการป้องกันการสูญพันธุ์ ในกรณีที่ฝนตกแล้วทิ้งช่วง ทำให้แหล่งน้ำแห้งอีกในระยะเวลาสั้นๆ โดยทั่วไปปลาในกลุ่มนี้ชอบอยู่ในน้ำอ่อนเป็นกรด ตัวผู้มีสีสันสวยงามกว่าตัวเมีย และอาจมีลักษณะครีบที่แตกต่างจากตัวเมีย เนื่องจากปลากลุ่มนี้ต้องการน้ำที่มีคุณภาพเฉพาะ และเป็นปลาที่ค่อนข้างดุ ชอบงับครีบปลาอื่น จึงไม่ควรเลี้ยงร่วมกับชนิดอื่น คิลลีฟิชที่เป็นปลาไทย ได้แก่ ปลาหัวตะกั่ว ส่วนที่เป็นปลาต่างประเทศที่นำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย ได้แก่ แลมป์อายแพนแชกซ์ จากประเทศไนจีเรีย และมังกรน้อย จากประเทศอินเดียและศรีลังกา

๖. กลุ่มปลาไม่มีเกล็ด (Catfishes)

ปลาในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มปลาที่ไม่มีเกล็ด มีหนวด มีหลากหลายชนิด สามารถอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี เช่น ในน้ำที่ขุ่นหรือมีออกซิเจนต่ำ เป็นปลาที่หากินตามพื้นท้องน้ำ ในบางกลุ่มมีปากที่พัฒนาเป็นปากดูด ซึ่งนอกจากจะทำให้กินสาหร่ายที่เกาะตามวัสดุได้ดีแล้ว ยังใช้ในการยึดเกาะกับก้อนหิน ในธารน้ำด้วย ปลาพวกนี้บางชนิดช่วยทำความสะอาดตู้ได้ดี โดยกินสาหร่ายที่เกาะตามข้างตู้ บางชนิดว่ายน้ำหงายท้อง บางชนิดมีขนาดค่อนข้างใหญ่ บางชนิดมีผิวหนังเป็นแผ่นแข็งเหมือนเกราะ บางชนิดมีอวัยวะช่วยหายใจ ปลาในกลุ่มนี้ที่เป็นปลาสวยงามของไทยมีหลายชนิด ได้แก่ ปลาดุกด้าน ปลาก้างพระร่วง ปลากดเหลือง ปลาแขยงหิน และปลาสวาย ส่วนที่เป็นปลาสวยงามจากต่างประเทศ ประกอบด้วยปลาจากหลายครอบครัว เช่น อัปไซด์ดาวน์จุดจากประเทศคองโกใน ทวีปแอฟริกาตอนกลาง กดอัปไซด์ดาวน์จาก ลุ่มแม่น้ำไนเจอร์ ในทวีปแอฟริกาภาคตะวันตก กดหนามแฮนค็อกจากประเทศเม็กซิโก กดซีบรา กดลายเสือ และกดจมูกเสียม จากลุ่มแม่น้ำแอมะซอน ในประเทศบราซิล แบนโจแคตฟิชจากประเทศเอกวาดอร์ เปรูและอุรุกวัย กดพอลกาจากประเทศปานามา และโคลอมเบีย กดจุดจากบริเวณลุ่มแม่น้ำแอมะซอน ที่พรมแดนระหว่างประเทศเปรูกับบราซิล แพะยักษ์จากประเทศเอกวาดอร์ แพะสกังก์ แพะลายหรือแพะจูลี แพะเพปเพอร์ และแพะแพนดา จากลุ่มแม่น้ำแอมะซอน แพะไซกาทัสจากประเทศเปรู และซักเกอร์พลีโคจากประเทศตรินิแดดและโตเบโก และเวเนซุเอลา

๗. กลุ่มปลาหมู (Loaches)

ปลาในกลุ่มปลาหมู มีลักษณะคล้ายปลาตะเพียน อยู่ในครอบครัวโคบิทิดี (Cobitidae) พบในทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป และหมู่เกาะอังกฤษ และมีเพียง ๒ – ๓ ชนิด ที่พบในทวีปแอฟริกาตอนเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่พบในประเทศโมร็อกโก ส่วนมากเป็นปลาที่ขี้อาย และหลายชนิดชอบหลบซ่อนใต้ก้อนหิน กินได้ทั้งอาหารที่มีชีวิต และอาหารสำเร็จรูป และจะหากินอาหารตามพื้นท้องน้ำ โดยปกติเป็นปลาขนาดเล็ก มีความยาวประมาณ ๕ – ๘ เซนติเมตร แต่บางชนิดยาวถึง ๓๐ เซนติเมตร ส่วนมากเป็นปลาที่รักสงบ ไม่ดุร้าย หากินในเวลากลางคืน อย่างไรก็ตาม บางชนิดก็มีนิสัยดุร้าย และต้องเลี้ยงแยกต่างหาก จำนวนหนวดของปลาหมูจะต่างกัน ในแต่ละสกุล บางสกุลมีหนวด ๓ คู่ บางสกุลมีหนวด ๔ คู่ โดยจะอยู่ที่ขากรรไกรล่าง ๑ คู่ และบางสกุลมีหนวด ๓ – ๖ คู่ โดยอาจมีหนวดสั้นๆ หรือยาวมาก บางชนิดมีอวัยวะช่วยหายใจ ทำให้สามารถอยู่ในบริเวณที่มีออกซิเจนต่ำได้ โดยลำไส้ของปลาในกลุ่มนี้บางชนิด สามารถดูดซึมออกซิเจนจากอากาศได้โดยตรง ส่วนมากชอบที่ที่มีแสงน้อย ชนิดที่เป็นปลาสวยงามของไทย ได้แก่ หมูข้างลาย หมูอารีย์ หมูขาว และหมูหางแดง

๘. กลุ่มปลาสวยงามน้ำจืดชนิดที่วางไข่อื่นๆ

กลุ่มปลาสวยงามน้ำจืดชนิดที่วางไข่อื่นๆ ซึ่งเป็นปลาไทยยังมีอีกหลายชนิด ได้แก่ ปลาสร้อยน้ำผึ้ง ปลาช่อนงูเห่า ปลาชะโด ปลาเสือตอ ปลากระทิงดำ ปลากระทิงไฟ ปลาเข็ม ปลาเข็มแม่น้ำหรือปลากระทุงเหว ปลากราย ปลาตองลาย ปลาตะพัดหรือปลาอะโรวานา ส่วนปลาสวยงามต่างประเทศที่นำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย ได้แก่ ปลาอะโรวานา จากประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย ปลาจมูกช้างพีเตอร์ จากประเทศไนจีเรีย และปลาอะราไพมาหรือปลาช่อนแอมะซอน จากลุ่มแม่น้ำแอมะซอน

๙. กลุ่มปลาออกลูกเป็นตัว (Livebearers)

ปลาหางนกยูง (Guppy) ปลามอลลี (Molly) ปลาสอด (Swordtail) ปลาแพลตตี (Platy, Moonfish)

ข. กลุ่มปลาสวยงามน้ำจืดที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ ในเขตหนาว

ปลาทอง (Goldfish)

บางครั้งเรียกว่า ปลาเงินปลาทอง เป็นปลาสวยงามที่เลี้ยงกันมานานในประเทศจีน ปลาทองดั้งเดิมมีรูปร่างคล้ายปลาตะเพียนขาว มีครีบหลังที่มีฐาน ยาว ตัวป้อมสั้นและแบนข้าง มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในประเทศจีนตอนใต้ ปลาทองอาจมีชีวิตยืนยาวได้นานถึง ๒๐ – ๓๐ ปี ต่อมาได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ปลาทองอย่างต่อเนื่อง ให้มีรูปร่าง ลักษณะ และสีสันต่างๆ ปลาทองที่เลี้ยงไว้เป็นปลาสวยงามจะมีอายุประมาณ ๗ – ๘ ปี น้อยมากที่มีอายุถึง ๒๐ ปี ปัจจุบันมีสายพันธุ์ปลาทองมากกว่า ๑๐๐ สายพันธุ์ การตั้งชื่อปลาทองแต่ละสายพันธุ์ จะตั้งชื่อตามลักษณะลำตัวและลักษณะครีบ ซึ่งสามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีลำตัวแบนยาว และกลุ่มที่มีลำตัวกลม หรือรูปไข่ ปลาในกลุ่มที่มีลำตัวแบนยาว ส่วนมากมีลำตัวแบนข้าง และมีครีบหางเดี่ยว ยกเว้นปลาทองริวกินซึ่งมีครีบหางคู่ ปลาในกลุ่มนี้จะปราดเปรียว เลี้ยงง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อมมากที่สุด เป็นปลาที่เหมาะจะเลี้ยงในบ่อ สายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงได้แก่ ปลาทองธรรมดา ปลาทองโคเมต ปลาทองชูบุงกิน และปลาทองวากินปลาในกลุ่มที่มีลำตัวกลมหรือรูปไข่ แบ่งเป็นหลายสายพันธุ์ มีลักษณะครีบ หัว และนัยน์ตาที่แตกต่างกันหลากหลาย ซึ่งสามารถแบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้ ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีครีบหลัง และกลุ่มที่ไม่มีครีบหลัง ปลาทองกลุ่มที่มีครีบหลังมีลำตัวสั้น แต่ครีบ ยาว ครีบหางเป็นคู่ ได้แก่ ปลาทองริวกิน ปลาทองออแรนดา ปลาทองเกล็ดแก้ว ปลา ทองตาโปน ปลาทองพันธุ์เล่ห์หรือรักเล่ห์ ปลาทองแพนดา และปลาทองปอมปอน ส่วนกลุ่มที่ไม่มีครีบหลัง และมีรูปร่างกลมประกอบด้วย ปลาทองหัวสิงห์จีน ปลาทองหัวสิงห์ญี่ปุ่นหรือปลาทองรันชู ปลาทอง หัวสิงห์ลูกผสม ปลาทองพันธุ์สิงห์ตามิด หรือสิงห์สยาม ปลาทองพันธุ์ตากลับ และปลาทองพันธุ์ตาลูกโป่ง

ปลาแฟนซีคาร์ป (Fancy Carp, Koi)

ปลาแฟนซีคาร์ปเป็นปลาชนิดเดียวกับปลาไน ที่เลี้ยงเป็นปลาเศรษฐกิจในประเทศจีน ซึ่งเมื่อประมาณ ๕๗๒ ปี ก่อนพุทธศักราช เคยมีภาพและบันทึกเกี่ยวกับปลาไน ในประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่นได้นำปลาไนเข้ามาเลี้ยง เพื่อเป็นอาหาร แล้วได้มีการคัดพันธุ์ และพัฒนาสายพันธุ์ให้มีสีสันและลวดลายอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา จนเกิดเป็นแฟนซีคาร์ป ที่มีรูปแบบของสีที่หลากหลาย ซึ่งแต่เดิมนั้นปลาคาร์ปมีเพียง สีดำและสีส้ม ต่อมาเมื่อประมาณ ๑๘๐ ปี มานี้ ที่เมืองนีกะตะ ได้เกิดปลาคาร์ปสีขาวแดง(โคฮากุ) ขึ้นมาตัวหนึ่ง ชาวบ้านจึงได้สนใจที่จะพัฒนาสายพันธุ์ และเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม นับจากนั้นมา การเพาะพันธุ์ปลาประเภทนี้ก็ค่อยๆขยายตัวแพร่หลายขึ้น จุดเริ่มต้น และวิวัฒนาการของแฟนซีคาร์ปคือ เมื่อสามารถผสมพันธุ์ปลาคาร์ปแดงกับปลา คาร์ปขาวเป็นผลสำเร็จ และต่อมาในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๑๗ – ๒๔๑๘ ปลาคาร์ปสีฟ้าอ่อน สายพันธุ์อะซะกิ (Asagi) และสีเหลืองดำสายพันธุ์คิอุซึริ (Ki-Utsuri) ก็ได้รับการผสมพันธุ์ขึ้นมา และเป็นที่นิยมแพร่หลายในขณะนั้น ใน พ.ศ. ๒๔๗๐ ผู้เลี้ยงแฟนซีคาร์ปได้ประสบความสำเร็จในการรักษาสีของปลาโคฮากุ (ขาวแดง) และซันเก้ (ขาวแดงและดำ) ซึ่งสามารถรักษาสีได้คงที่ โดยไม่ซีดจางหรือหายไป และได้มีการพัฒนารูปแบบสีต่างๆ ขึ้นมามากมาย ปลาแฟนซีคาร์ปเป็นปลาที่มีอายุยืนที่สุด ตัวที่มีอายุยืนที่สุดที่เคยบันทึกไว้ในญี่ปุ่น มีอายุถึง ๒๒๖ ปี